Wednesday, September 23, 2020

พิธา ดราม่ากลางสภาฯ ดึงลูกสาววัย 4 ขวบ โวยยุคประชาธิปไตยสลึงเดียว

 


23 ก.ย.63 - ที่อาคารรัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากความไม่ชอบธรรมและความล้มเหลวภายใต้ระบอบประยุทธ์ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิต จากกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง หรือ Disruption อย่างเร็วและแรงในทุกมิติ ประเทศไทยจึงต้องการระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และยึดโยงกับประชาชน สะท้อนหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ซึ่งการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีผลต่ออนาคตและความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะถ้าการเมืองยังเหมือนเดิมจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางอนาคตของประเทศไม่ให้เปลี่ยนแปลงและพัฒนา


“รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มีความจำเป็นต้องแก้ไข ไม่ใช่เพราะเป็นเครื่องมือกลไกการสืบทอดอำนาจของ คสช. เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่ยื้อรั้งประเทศไทยกลับไปสู่อดีต เป็นการทวนเข็มนาฬิกา ย้อนยุคประเทศไทยให้ล้าหลังเพื่อกดทับให้อำนาจที่มาจากประชาชนอยู่ใต้อำนาจชั้นฟ้าที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ให้อำนาจ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งเลือกนายกได้ คือ รัฐธรรมนูญปี 2521 ผ่านมาแล้วกว่า 40 ปี ปีนี้ผมอายุ 40 ปี เกิด ปี 2523 ยุคที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบ ผมโตมาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2521 ผ่านมา 40 ปี ลูกสาวผมเกิดมาในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 มีหัวหน้าคณะรัฐประหารชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา และเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้เธออายุ 4 ขวบแล้ว ประเทศเราก็ยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยยังไม่ไปไหนวนเวียนอยู่กับที่ เหมือนม้าหมุน แค่เปลี่ยนจากประชาธิปไตยครึ่งเดียวในรุ่นพ่อ กลายเป็นประชาธิปไตยสลึงเดียวในรุ่นลูก”


นายพิธา กล่าวว่า การทวนเข็มนาฬิกาการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 21 และปี 60 ก็มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ


สำหรับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะถอนฟืนออกจากกองไฟได้ จะต้องโอบอุ้มความฝันของคนทุกกลุ่ม ทุกประเภท และการออกแบบรัฐธรรมนูญต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีข้อจำกัด ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นตัวแทนกลุ่มทางสังคมหรือตัวแทนทางอุดมการณ์ที่หลากหลาย และมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของการสืบทอดอำนาจอีกทีนึง ดังที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งการห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ จะไม่ช่วยให้ข้อเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงได้ถูกพูดถึงด้วยเหตุและผลอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมั่งคงสถาพร


นอกจากนี้ ญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลยังได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติของประชาชนได้ ถือเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะการเอาพระราชอำนาจมาปะทะกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนอาจกระเทือนต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


“มีคนบางกลุ่มพยายามปลุกปั่นทำให้การเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนกลายเป็นปีศาจ ของสังคมไทย ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ความฝันของพวกเขาเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญมาก พวกเขาฝันเห็นทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย เป็นนิติรัฐ รวมทั้งฝันถึงสังคมที่จะไม่มีการรัฐประหาร ข้าราชการ ตุลาการ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมมือกับประชาชนไม่รับรองการรัฐประหารอีก และอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มต้นด้วย มาตรา 1 อย่างเรียบง่ายว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” นายพิธากล่าว


นายพิธา กล่าวด้วยว่า ขอวิงวอนสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภา อย่าได้ทำตามคำสั่งของระบอบประยุทธ์ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องอยู่ฝั่งเดียวกับประชาชนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติ หยุดกอดอดีตแล้วปล่อยประเทศไทยไปสู่อนาคตเสียที

No comments: